|
ข้อควรรู้
ของผู้ประกันตน กับ
สำนักงานประกันสังคม |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ข่าวน่าสนใจ ล่าสุด ( 2551) ผู้ประกันตนที่มีบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลของ
โรงพยาบาลค่ายกฤษณ์สีวะรา
ประกันสังคม
ปรับเพิ่มอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพจากร้อยละ
15 เป็น ร้อยละ20 ผู้ประกันตนเสียชีวิตก่อนอายุ
55 ปี
ทายาทมีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพ สำนักงานประกันสังคม
ให้สิทธิความคุ้มครองแก่ผูุ้้ประกันตนที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง สำนักงานประกันสังคมแจงลูกจ้างที่ป่วยด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน ผู้ปะกันตนมีนายจ้างหลายราย จ่ายเงินสบทบเกิน รับคืนได้ เงื่อนไขการเข้ารักษาตัวของผู้ประกันตนที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย
โดยการฟอกเลือด สำนักงานประกันสังคม ให้ความคุ้มครองผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIV/AIDS (โรคเอดส์) ตั้งแต่ เดือนมกราคม 2550 ผู้ประกันตนได้สิทธิประโยชน์ใหม่คือ เพิ่มค่าคลอดบุตรเป็น 12,000 บาท ตั้งแต่ ตุลาคม2549 ผู้ประกันตนรับสิทธิกรณีสงเคราะห์บุตร ไม่ต้องยื่นหลักฐานการมีชีวิตของบุตรแล้ว
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ข่าว (18-1-2549) ตามที่สำนักงานประกันสังคม
ได้มี
นโยบายเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมโดยให้ผู้ประกันตน นอกจากนี้
สำนักงานประกันสังคมกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาหาแนวทางบรรเทา ประกาศ ณ.วันที่
18 มกราคม 2548 |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ข่าวอื่นๆ |
|
กรณีเป็นผู้ประกันตนใหม่ เมื่อสำนักงานประกันสังคม รับแบบ สปส.1-03
|
ทางผู้ประกันตนรายใหม่ ผู้ประกันตน
จะยังไม่ได้รับบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล |
|
ถ้าต้องการเปลี่ยนสถานพยาบาล |
สามารถยื่นขอเปลี่ยนสถานพยาบาลใหม่ได้ ตั้งแต่ 4 มกราคม 2549 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2549 |
| การเปลี่ยนสถานพยาบาล ผู้ประกันตน ต้องทำอย่างไรบ้าง |
ผู้ประกันตน
ที่ต้องการเปลี่ยนสถานพยาบาล จะต้องกรอกแบบฟอร์ม สปส.9-02 พร้อมแนบบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลฉบับเดิม มายังพื้นที่/จังหวัด/สาขาที่นายจ้างส่งเงินสมทบ |
| ผู้ประกันตนที่มีอายุ
58 ปี แต่ยังคงทำงานอยู่ จะมีสิทธิได้รับเงิน กรณีชราภาพเมื่อใด |
สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ
ผู้ประกันตนจะมีสิทธิขอรับได้ เมื่ออายุครบ 55 ปี บริบูรณ์และสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนแล้ว สำหรับในกรณีผู้ประกันตนมีอายุ 58 ปี แต่ยังทำงานอยู่ และยังมีการส่งเงินสมทบเข้ากองทุน ถือว่า ยังไม่เกิดสิทธิ ตามกฎหมายประกันสังคม แต่จะสามารถขอรับเงินกรณี ชราภาพได้เมื่อออกจากงานแล้ว |
| บริษัท
ก มีพนักงานขายสินค้า อยู่ในห้างสรรพสินค้า ลูกจากได้รับคำสั่งจากเจ้าของพื้นที่ (เจ้าของห้าง) ให้ช่วยสาธิตสินค้า จนได้รับบาดเจ็บ ถือว่าเป็น ประสบอันตราย เนื่องจากการทำงานหรือไม่ |
ถือว่าเป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน เพราะเป็นการทำงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของลูกจ้าง |
| ลูกจ้างประสบอันตรายรถชน (ลูกจ้างเป็นพนักงานขับรถ เกิดเหตุ ขณะขับรถไปส่งของ)ได้รับบาดเจ็บที่ ใบหน้า กราม มีฟันหัก กรณีนี้ลูกจ้าง สามารถเบิกค่าทำฟันได้หรือไม่ และถ้าต้องใส่ฟันปลอม สามารถเบิกได้หรือไม่ |
ลูกจ้างประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน ทำให้ฟันหัก สามารถเบิกค่าทำฟันและค่าใส่ฟันปลอมได้ โดยพิจารณาจากการจ่ายค่ารักษาและค่าใส่ฟันปลอม ตามความเหมาะสมและความจำเป็นในการรักษาพยาบาล มิใช่ความสวยงาม แต่จำกัดวงเงินที่ 35,000 บาท |
| เงินเบี้ยเลี้ยงของพนักงานกะดึก โดยบริษัท กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า จะจ่ายให้พนักงาน ที่ทำงานกะดึก เท่านั้น หากสัปดาห์ใดไม่ได้ เข้าทำงานกะดึก ก็ไม่จ่าย การจ่าย เพื่อจูงใจให้พนักงาน ทำงานกะดึกถือเป็นค่าจ้างได้หรือไม่ |
เบี้ยเลี้ยงที่บริษัทจ่ายให้พนักงานที่เข้าทำงานเป็นกะ ถือได้ว่า เป็นเงินที่บริษัท ต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อเป็นค่าตอบแทน การทำงานของพนักงานในวันและเวลาทำงานปกติ ถือว่า เป็นค่าจ้าง |
| กรณีมีลูกจ้างเข้าทำงานใหม่ ไม่เคยเป็นผู้ประกันตนมาก่อน |
นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน(สปส
1-03) ต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วันนับจากวันแรกที่รับเข้าทำงาน |
| เงื่อนเวลาการส่งเงินสมทบ | ไม่มีกำหนด จนกว่าจะพ้นสภาพการเป็นพนักงาน |
| ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากการทำงาน (ทั้งอุบัติเหตุและเจ็บป่วย) |
จ่ายจริงไม่เกิน35,000.-บาทต่อการเจ็บป่วย
1 ครั้ง หากเกินมีเกณฑ์กำหนด เพิ่มได้อีก ไม่เกิน50,000.-บาท |
| ผลประโยชน์ค่าชดเชยรายวันในกรณี เข้ารับรักษาในโรงพยาบาล |
ทำงานไม่ได้เกิน3วัน
ได้รับเงินชดเชย 9,000.-บาท
ของแต่ละเดือน แต่ไม่เกิน 1 ปี(ฐานเงินเดือน 15,000 บาท) |
| กรณีสูญเสียอวัยวะ | ได้รับเงินชดเชย
9,000.-บาท ของแต่ละเดือน (ฐานเงินเดือน
15,000) เป็นเวลา 10 ปี หากต้องได้รับการฟื้นฟู จะได้รับ 7.1คชจ.ทางการแพทย์และอาชีพ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 20,000.-บาท 7.2 ค่าผ่าตัดเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงาน 20,000.-บาท |
| กรณีทุพพลภาพ(ชั่วคราว) | ได้รับค่ารักษาพยาบาล
ค่าทดแทน 9,000.-บาทต่อเดือนจนกว่าจะหาย(ฐานเงินเดือน 15,000) กรณีทุพพลภาพ ได้รับ ค่าทดแทน 9,000.-บาท ต่อเดือนติดต่อกันไปไม่เกิน 15 ปี(ฐานเงินเดือน15,000) |
| กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน | เข้ารับการรักษาตัวที่ใด
ร.พ.ใดก็ได้ เพียงแต่ต้องจ่ายเงินส่วนตัวสำรองไปก่อน จะได้รับเงินคืนภายใน 72ชั่วโมง นับจากวันที่เข้ารักษา ผู้ป่วยนอก ครั้งละไม่เกิน300.- มีการตรวจวิเคราะห์เพิ่มให้อีก 200.-บาท ต่อครั้ง กรณีมีการเย็บแผล จ่ายครั้งละไม่เกิน 200.-บาท (กรณีนี้ใช้โรงพยาบาลที่ไม่ได้ระบุในบัตร ได้ 2 ครั้งต่อปี) |
| กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน | ผู้ป่วยใน
กำหนดไม่เกินปีละ 2 ครั้ง ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน วันละ 1,500.-บาท ผ่าตัดใหญ่ไม่เกิน 2 ชม.จ่ายไม่เกิน 8,000.-บาท เกิน 2 ชั่วโมง จ่ายไม่เกิน 14,000.-บาท ค่าห้องได้วันละ 700.-บาท แต่ถ้าต้องเข้าห้องไอซียู ได้รับ เพิ่มเติมเป็นวันละ 2,000.-บาท กรณีการรักษาใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เช่น CT SCAN , MRI ได้รับเพิ่ม 4,000.-บาท ต่อครั้ง |
| กรณีฉุกเฉินอุบัติเหตุ | ไม่จำกัดจำนวนครั้งที่เข้ารับการรักษา
ถ้าโรงพยาบาลรัฐเบิกได้หมด ถ้าเอกชน เบิกได้ ตามกรณี เจ็บป่วยฉุกเฉิน กรณีต้องย้ายสถานที่รักษาเบิกค่าพาหนะได้ 500.-บาท/ครั้ง |
| กรณีทุพพลภาพแบบถาวร ทำงานอีกไม่ได้ |
จะได้รับค่าจ้างทดแทนรายเดือน
เดือนละ 7,500.-บาท ตลอดชีวิต (คิดที่ฐานเงินเดือน 15,000 บาท) ได้รับค่ารักษาทางการแพทย์อีกเดือนละ 2,000.-บาท ได้รับค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ ไม่เกิน40,000.-บาท |
| กรณีเจ็บป่วยทุกกรณี | ต้องเข้ารับการรักษา
ณ.สถานพยาบาลที่ระบุไว้ ตอนทำประกันตนเบิกได้ทุกอย่าง ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มใดๆทั้งสิ้น |
| เงินบำนาญชราภาพ (จะได้รับเป็นรายเดือนไปจนกระทั่ง ผู้ประกันตน เสียชีวิต) |
ต้องมีระยะเวลาจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า
180 เดือน(15ปี) ต้องมีอายุครบ 55 ปี บริบูรณ์ และ ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง จึงจะได้เงินบำนาญชราภาพ กรณีจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน จะได้รับเท่ากับ อัตรา 15% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย |
| เงินบำเหน็จชราภาพ (จ่ายครั้งเดียวเป็นเงินก้อนทั้งหมด) |
จ่ายเงินสมทบไม่ครบ
180 เดือน(15ปี) ต้องมีอายุครบ 55 ปี บริบูรณ์ หรือ เป็นผู้ทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตายและ ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง จึงจะได้เงินบำเหน็จชราภาพ กรณีจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน จะได้รับเท่ากับ เงินสมทบของผู้ประกันตนจ่ายสมทบเข้ากองทุน กรณีจ่ายเงินสมทบตั้งแต่
12 เดือน ขึ้นไป |
| กรณีเสียชีวิตหรือสาบสูญ | จะได้รับสิทธิเมื่อจ่ายเงินสบทบมาแล้วไม่น้อยกว่า
1 เดือน
ผู้รับผลประโยชนน์ คือ บิดา/มารดา/สามี/ภรรยา/ บุตรอายุต่ำกว่า18ปี/ บุตรที่ทุพพลภาพ หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบซึ่งอยู่ในการอุปการะ ของลูกจ้าง หากไม่มีผู้ใดในข้างต้นให้ผู้อยู่ในความอุปการะของลูกจ้าง ผลประโยชน์ที่ได้รับกรณีเสียชีวิตหรือสาบสูญ *ได้ค่าทำศพ 30,000.-บาท * รับเงินสงเคราะห์ 22,500.-บาท(จ่ายเงินสมทบ 3 ปีขึ้นไป แต่ไม่ถึง 10 ปี ฐานเงินเดือน 15,000.-บาท) * รับเงินสงเคราะห์ 75,000.-บาท(จ่ายเงินสมทบ 10 ปีขึ้นไป ฐานเงินเดือน 15,000.-บาท) * ได้ค่าทดแทนรายเดือน เดือนละ 9,000.-บาท เป็นเวลา 8ปี |
| ขอรับประโยขน์ทดแทน กรณีว่างงาน (เริ่มมีผลบังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2547) ขั้นตอนปฏิบัติกรณีว่างงานคลิ๊กที่นี่ |
จะต้องจ่ายเงินสมทบกรณีว่างงาน
ครบ 6 เดือน ก่อน กรณีลาออกจากงาน ได้ 30%ของค่าจ้างครั้งละไม่เกิน90วัน ใน 1 ปี ถูกเลิกจ้าง ได้ 50%ของค่าจ้างครั้งละไม่เกิน 180วัน ใน 1 ปี รับเงินทดแทนเป็นรายเดือน โดยโอนผ่านบัญชีธนาคารของผู้ประกันตน |
| คำเตือน ที่ควรรับทราบ | ผู้ประกันตน
ต้องยื่นเรื่อง ขอรับประโยชน์ทดแทนทุกกรณี ภายในเวลา 1ปี นับจากวันที่เกิดสิทธิ |
| ข้อกฎหมายุที่ควรทราบคลิ๊กที่นี่ พรบ. ประกันสังคม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2537 มาตราที่ 1-42 |
ข้อความทั้งหมด
รวบรวมจากเว็บไซท์สำนักงานประกันสังคม คู่มือต่างๆ และหนังสือสารสัมพันธ์ประกันสังคม ที่จัดทำโดย สำนักงานประกันสังคม ความถูกต้อง ตามกฎหมาย กฎระเบียบ ต้องถือ ตามการตีความ ของสำนักงานประกันสังคมเท่านั้น |
|
เจริญ &
ตระกูล ธุรกิจบริการ
|