หมวด 2  
ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย

 

          มาตรา 62 ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน 
ต่อเมื่อภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสามเดือน

          มาตรา 63  ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ได้แก่

          (1) ค่าตรวจวินิจฉัยโรค

          (2) ค่าบำบัดทางการแพทย์

          (3) ค่ากินอยู่และรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล

          (4) ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์

          (5) ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย

          (6) ค่าบริการอื่นที่จำเป็น

          ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดย ความเห็นชอบของคณะกรรมการ

          ผู้ประกันตนที่ต้องหยุดงานเพื่อการรักษาพยาบาลตามคำสั่งของแพทย์ ให้ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได
้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา
64 ด้วย

         มาตรา 64  ในกรณีที่ผู้ประกันตนประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ให้ผู้ประกันตนมีสิทธ
ิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ใน อัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างตามมาตรา
57 สำหรับการที่ผู้ประกันตนต้องหยุดงาน
เพื่อการรักษาพยาบาลตามคำสั่งของแพทย์ครั้งหนึ่งไม่เกินเก้าสิบวัน และในระยะเวลาหนึ่งปีปฏิทินต้องไม่เกิน
หนึ่งร้อยแปดสิบวัน เว้นแต่การเจ็บป่วย ด้วยโรคเรื้อรังตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ก็ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน
การขาดรายได้เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันแต่ไม่เกินสามร้อยหกสิบห้าวัน

          ระยะเวลาได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ให้เริ่มนับแต่วันแรกที่ต้อง หยุดงานตามคำสั่งของแพทย์จนถึง
วันสุดท้ายที่แพทย์กำหนดให้หยุดงาน หรือจนถึงวันสุดท้ายที่หยุดงาน ในกรณีผู้ประกันตนกลับเข้าทำงานก่อนครบ
กำหนดเวลา ตามคำสั่งของแพทย์แต่ไม่เกินระยะเวลาที่กำหนดในวรรคหนึ่ง

          ในกรณีที่ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าจ้างจากนายจ้างในระหว่างหยุดงานเพื่อการรักษาพยาบาลตามกฎหมาย
ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือมีสิทธิตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน สัญญาจ้างแรงงาน
 หรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แล้วแต่กรณี ผู้ประกันตนไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามวรรคหนึ่ง
จนกว่าสิทธิได้รับเงินค่าจ้างนั้นได้สิ้นสุดลงจึงจะมีสิทธิได้รับงินทดแทนดังกล่าวเท่าระยะเวลาที่คงเหลือ
และถ้าเงินค่าจ้างที่ได้รับจากนายจ้างในกรณีใดน้อยกว่าเงินทดแทนการขาดรายได้จากกองทุน ผู้ประกันตน
มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนในส่วนที่ขาดด้วย

 

หมวด 3  
ประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร

 

          มาตรา 65 ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรสำหรับตนเองหรือภริยา หรือสำหรับหญิง
ซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับผู้ประกันตนโดยเปิดเผยตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด
ถ้าผู้ประกันตนไม่มีภริยาทั้งนี้ ต่อเมื่อภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ผู้ประกันตน
ได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดเดือน

         ประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ให้ผู้ประกันตนแต่ละคนมีสิทธิได้รับ สำหรับการคลอดบุตรไม่เกินสองครั้ง

          มาตรา 66  ประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ได้แก่

          (1) ค่าตรวจและรับฝากครรภ์

          (2) ค่าบำบัดทางการแพทย์

          (3) ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์

          (4) ค่าทำคลอด

          (5) ค่ากินอยู่และรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล

          (6) ค่าบริบาลและค่ารักษาพยาบาลทารกแรกเกิด

          (7) ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย

          (8) ค่าบริการอื่นที่จำเป็น

          ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดย ความเห็นชอบของคณะกรรมการ

         ผู้ประกันตนซึ่งต้องหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรให้ได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร
ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้้ในมาตรา
67 ด้วย

         มาตรา 67 ในกรณีที่ผู้ประกันตนต้องหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์
์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรไม่เกินสองครั้ง เป็นการเหมาจ่ายในอัตราครั้งละร้อยละห้าสิบของค่าจ้าง
ตาม มาตรา
57 เป็นเวลาเก้าสิบวัน

          มาตรา 68  ในกรณีที่ผู้ประกันตนหรือคู่สมรสของผู้ประกันตน ไม่สามารถรับประโยชน์ทดแทนตาม
มาตรา
66 ได้ เนื่องจากผู้ประกันตนหรือคู่สมรสของผู้ประกันตนไม่ได้คลอดบุตรในสถานพยาบาลตามมาตรา 59 
ให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนการคลอดบุตรตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์
์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

 

 

หมวด 4  
ประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพ

 

          มาตรา 69 ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ต่อเมื่อ
ภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนทุพพลภาพผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสามเดือน

          มาตรา 70  ประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพ ได้แก่

          (1) ค่าตรวจวินิจฉัยโรค

          (2) ค่าบำบัดทางการแพทย์

          (3) ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์

          (4) ค่ากินอยู่และรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล

          (5) ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ทุพพลภาพ

          (6) ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย จิตใจและอาชีพ

          (7) ค่าบริการอื่นที่จำเป็น

          ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดย ความเห็นชอบของคณะกรรมการ

          มาตรา 71 ในกรณีที่ผู้ประกันตนทุพพลภาพอันมิใช่เนื่องจากการ ทำงานให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการ
ขาดรายได้ในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้าง  ตามมาตรา
57 ตลอดชีวิต

          มาตรา 72  ในกรณีที่คณะกรรมการการแพทย์วินิจฉัยว่าการทุพพลภาพ ของผู้ประกันตนได้รับการฟื้นฟู
ตามมาตรา
70(6) จนมีสภาพดีขึ้นแล้ว ให้เลขาธิการ หรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายพิจารณาสั่งลดเงินทดแทน
การขาดรายได้้ เนื่องจากการทุพพลภาพได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนด
 โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

         ในกรณีที่ได้มีการลดเงินทดแทนการขาดรายได้ตามวรรคหนึ่งไปแล้วต่อมาในภายหลังปรากฏว่าเหตุทุพพลภาพ
นั้นมีสภาพเสื่อมลง ถ้าคณะกรรมการ การแพทย์วินิจฉัยว่าการทุพพลภาพนั้นเสื่อมลงไปจากที่เคยวินิจฉัยไว้ตามวรรคหนึ่ง
ให้เลขาธิการพิจารณาเพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้นั้นได้

 

หมวด 5  
ประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย

 

          มาตรา 73 ในกรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายโดยมิใช่ประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน 
 
ถ้าภายในระยะเวลาหกเดือนก่อนถึงแก่ความตายผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนให้จ่าย
ประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย ดังนี้

          (1) เงินค่าทำศพตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยเท่าของอัตราสูงสุดของค่าจ้าง
ขั้นต่ำรายวันตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ให้จ่ายให้แก่บุคคลตามลำดับ ดังนี้

              () บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้จัดการศพและ ได้เป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน

              () สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนซึ่งมีหลักฐาน แสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน

              () บุคคลอื่นซึ่งมีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน

          (2) เงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ให้จ่ายแก่บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุ
ุให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์นั้น แต่ถ้าผู้ประกันตนมิได้มีหนังสือระบุไว้ก็ให้นำมาเฉลี่ยจ่าย
ให้แก่สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่ากัน ดังนี้

              () ถ้าก่อนถึงแก่ความตายผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบมาแล้ว ตั้งแต่สามสิบหกเดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึงสิบป
ี ให้จ่ายเงินสงเคราะห์เป็นจำนวนเท่ากับร้อยละห้าสิบของค่าจ้างรายเดือนที่คำนวณได้ตามมาตรา
57 คูณด้วยสาม

              () ถ้าก่อนถึงแก่ความตายผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่สิบปีขึ้นไป ให้จ่ายเงินสงเคราะห์
์เป็นจำนวนเท่ากับร้อยละห้าสิบของ ค่าจ้างรายเดือนที่คำนวณได้ตามมาตรา
57 คูณด้วยสิบ

          มาตรา 73 ทวิ ในกรณีที่ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพตามมาตรา 71  ถึงแก่ความตาย ให้นำความในมาตรา 73
  มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้นำเงิน ทดแทนการขาดรายได้ที่ผู้ประกันตนได้รับในเดือนสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย
มา เป็นเกณฑ์ในการคำนวณ

          ในกรณีที่ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพนั้นอยู่ในข่ายที่จะได้รับเงินค่าทำศพและ เงินสงเคราะห์ กรณีที่ผู้ประกันตน
ถึงแก่ความตายในฐานะที่เป็นผู้ประกันตน และ ในฐานะที่เป็นผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพตามวรรคหนึ่ง ในเวลาเดียวกัน
 ให้มีสิทธิ   ได้รับเงินค่าทำศพและเงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายตาม มาตรา
73 เพียงทางเดียว

 

หมวด 6  
ประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร

 

          มาตรา 74  ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณี สงเคราะห์บุตรต่อเมื่อผู้ประกันตน
ได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีและได้รับสงเคราะห์ในจำนวนบุตรไม่เกินสองคน

 

          มาตรา 75  ประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร ได้แก่

          (1) ค่าสงเคราะห์ความเป็นอยู่ของบุตร

          (2) ค่าเล่าเรียนบุตร

          (3) ค่ารักษาพยาบาลบุตร

          (4) ค่าสงเคราะห์อื่นที่จำเป็น

          ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

หมวด 7  
ประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ

 

         มาตรา 76  ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้ว
ไม่น้อยกว่าสิบห้าปีไม่ว่าระยะเวลาสิบห้าปีนั้นจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม และผู้ประกันตนนั้นต้องมีอายุครบห้าสิบห้าปี 
บริบูรณ์ขึ้นไป

         มาตรา 77  ประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพให้จ่ายโดยคำนวณตามส่วน แห่งจำนวนและระยะเวลาการส่งเงินสมทบ
 
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน กฎกระทรวง

 

หมวด 8  
ประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน

 

          มาตรา 78 ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานต่อเมื่อผู้ประกันตน
ได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนและต้องอยู่ภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนการว่างงานและจะ
ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในเงื่อนไขดังต่อไปนี้

          (1) เป็นผู้มีความสามารถในการทำงาน พร้อมที่จะทำงานที่เหมาะสมตามที่จัดหาให้หรือต้องไม่ปฏิเสธ
การฝึกงานและได้ขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักจัดหางานของรัฐ โดยต้องไปรายงานตัวไม่น้อยกว่าเดือนละหนึ่งครั้ง

          (2) การที่ผู้ประกันตนว่างงานต้องมิใช่ถูกเลิกจ้างเนื่องจากทุจริต ต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญา
โดยเจตนาแก่นายจ้าง หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายหรือฝ่าฝืนข้อบังคับ
หรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในกรณีร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่
ี่เป็นเวลาเจ็ดวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับ
ความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

          (3) ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามหมวด 7 ในลักษณะนี้

          มาตรา 79  ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนการว่างงาน ตั้งแต่วันที่แปดนับแต่วันว่างงานจากการทำงาน
กับนายจ้างรายสุดท้าย  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

1--18     19--32     33--45     46--61     62--79     80--104

ข้อควรรู้ประกันสังคม             HomePage            จดทะเบียนประกันสังคม           เมนูหลัก         

คณะบุคคลตระกูลไฮเทค  เซลส์แอนด์เซอร์วิส
550/86   ซอยพิบูลย์อุปถัมภ์ ถนนสุทธิสาร 
แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม.10320
ทะเบียนพาณิชย์เลขที่ 0108314608390
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 2780148248

บริหารโดย คุณตระกูล  ไอยะรา
B. ENG.KMITL (Telecommunications & Computer)
B. LAW (Sukothaitammathiratch University)

โทรศัพท์  02-2747681    0 1-9895257    01-4046650       โทรสาร:02-2747680

 E-Mail address:       tragoon@anet.net.th     info@tahitech.com