|
พระราชบัญญัติ
มาตรา
1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า
พระราชบัญญัติประกันสังคม
พ.ศ. 2533
มาตรา
2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
เว้นแต่บทบัญญัติหมวด
2 ของลักษณะ
2 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้
บังคับและบทบัญญัติมาตรา
40 ให้ใช้บังคับภายในสี่ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้
ใช้บังคับ
มาตรา
3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกันสังคม
พ.ศ. 2497
บรรดากฎหมาย
กฎ
และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้
หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้ใช้
พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา
4 พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่
(1)
ข้าราชการ
ลูกจ้างประจำ
ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน
และลูกจ้างชั่วคราวรายชั่วโมง
ของราชการส่วนกลาง
ราชการส่วนภูมิภาค
และราชการส่วนท้องถิ่น
ยกเว้นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน
(2)
ลูกจ้างของรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ
(3)
ลูกจ้างของนายจ้างที่มีสำนักงานในประเทศ
และไปประจำทำงานในต่างประเทศ
(4)
ครูหรือครูใหญ่ของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
(5) นักเรียน
นักเรียนพยาบาล
นิสิตหรือนักศึกษา
หรือแพทย์ฝึกหัด
ซึ่งเป็นลูกจ้างของโรงเรียน
มหาวิทยาลัย
หรือโรงพยาบาล
(6) กิจการหรือลูกจ้างอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
มาตรา
5 ในพระราชบัญญัตินี้
ลูกจ้าง
หมายความว่า
ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร
แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย
นายจ้าง
หมายความว่า
ผู้ซึ่งรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้าง
และให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง
ในกรณีที่
นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล
และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย
ค่าจ้าง
หมายความว่า
เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง
เป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติไม่ว่าจะคำนวณตามระยะ
เวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้
และให้หมายความรวมถึงเงินที่
นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย
ทั้งนี้
ไม่ว่า
จะกำหนด
คำนวณหรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีการใด
และไม่ว่าจะเรียกชื่อ
อย่างไร
วันทำงาน
หมายความว่า
วันที่กำหนดให้ลูกจ้างทำงานตามปกติ
ผู้ประกันตน
หมายความว่า
ผู้ซึ่งจ่ายเงินสมทบอันก่อให้เกิดสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัตินี้
การคลอดบุตร
หมายความว่า
การที่ทารกออกจากครรภ์มารดา
ซึ่งมีระยะเวลาตั้งครรภ์ไม่น้อยกว่ายี่สิบแปดสัปดาห์ไม่ว่าทารกจะมีชีวิตรอดอยู่หรือไม่
ทุพพลภาพ
หมายความว่า
การสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพ
ของอวัยวะหรือของร่างกาย
หรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจ
จนไม่สามารถ
ทำงานได้
ทั้งนี้
ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนด
ว่างงาน
หมายความว่า
การที่ผู้ประกันตนต้องหยุดงานเนื่องจาก
นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง
กองทุน
หมายความว่า
กองทุนประกันสังคม
สำนักงาน
หมายความว่า
สำนักงานประกันสังคม
คณะกรรมการ
หมายความว่า
คณะกรรมการประกันสังคม
กรรมการ
หมายความว่า
กรรมการประกันสังคม
พนักงานเจ้าหน้าที่
หมายความว่า
ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการ
ตามพระราชบัญญัตินี้
เลขาธิการ
หมายความว่า
เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม
รัฐมนตรี
หมายความว่า
รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา
6 ในการคำนวณค่าจ้างเพื่อการออกเงินสมทบ
ให้ถือเอา
ค่าจ้างที่คิดเป็นรายเดือนเป็นเกณฑ์คำนวณ
ในการคำนวณค่าจ้างที่มิใช่ค่าจ้างรายเดือนให้เป็นค่าจ้างรายเดือน
ให้ถือว่าค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับจริงในเดือนใดเป็นค่าจ้างรายเดือนของเดือนนั้น
เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาการส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนให้ถือว่าเงินสมทบที่หักจากค่าจ้างที่จ่ายให้ลูกจ้างในเดือนใดเป็นการจ่ายเงินสมทบของเดือนนั้น
และไม่ว่าเงินสมทบนั้นจะได้หักไว้หรือนำส่งเดือนละกี่ครั้ง
ให้ถือว่ามีระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบเท่ากับหนึ่งเดือน
มาตรา
7 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวง
กำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้
ยกเว้น
ค่าธรรมเนียมและกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
ให้ใช้
บังคับได้ ลักษณะ
1
คณะกรรมการจะแต่งตั้งบุคคลใดเป็นผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการก็ได้
รัฐมนตรีจะแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกินห้าคนให้เป็นที่ปรึกษาของ
คณะกรรมการก็ได้
ซึ่งในจำนวนนี้อย่างน้อยต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางระบบงาน
ประกันสังคม
ผู้ทรงคุณวุฒิทางการแรงงาน
ผู้ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์
ผู้ทรงคุณวุฒิ
ทางกฎหมาย
และผู้ทรงคุณวุฒิอื่น
มาตรา
9 คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1)
เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการในการประกันสังคมตามพระราชบัญญัตินี้
(2)
พิจารณาให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีในการตราพระราชกฤษฎีกาการออกกฎกระทรวง
และระเบียบต่าง
ๆ
เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
(3)
วางระเบียบโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับ
การรับเงิน
การจ่ายเงิน
และการเก็บรักษาเงินของกองทุน
(4)
วางระเบียบโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับ
การจัดหาผลประโยชน์ของกองทุน
(5)
พิจารณางบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินของกองทุนและ
รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีของสำนักงานในส่วนที่เกี่ยวกับการประกันสังคมตามพระราชบัญญัตินี้
(6)
ให้คำปรึกษาและแนะนำแก่คณะกรรมการอื่นหรือสำนักงาน
(7)
ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
หรือตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง
คณะกรรมการอาจมอบหมายให้
สำนักงานเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาดำเนินการต่อไปก็ได้
มาตรา
10 กรรมการหรือที่ปรึกษาซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี
กรรมการหรือที่ปรึกษาซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้
แต่จะแต่งตั้งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
มาตรา
11 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา
10 กรรมการหรือที่ปรึกษาซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง
เมื่อ
(1)
ตาย
(2)
ลาออก
(3)
รัฐมนตรีให้ออก
(4)
เป็นบุคคลล้มละลาย
(5)
วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(6)
ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
ในกรณีที่กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
ให้
รัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลในประเภทเดียวกันตามมาตรา
8 เป็นกรรมการแทน
และ
ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน
ในกรณีที่รัฐมนตรีแต่งตั้งที่ปรึกษาเพิ่มขึ้นในระหว่างที่ที่ปรึกษาซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง
ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาเพิ่มขึ้นนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของที่ปรึกษาที่ได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว
มาตรา
12 ในกรณีที่กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งดำรงตำแหน่งครบตามวาระแล้ว
แต่ยังมิได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่
ให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน
จนกว่ากรรมการที่ได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่
มาตรา
13 การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด
จึงเป็นองค์ประชุม
ในการประชุมคราวใด
ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
มติในที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน
ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา
14 ให้มีคณะกรรมการการแพทย์คณะหนึ่ง
ประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการอื่น
มีจำนวนรวมกันไม่เกินสิบหกคน
ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งและผู้แทนสำนักงานเป็นกรรมการและเลขานุการ
ประธานกรรมการและกรรมการอื่นตามวรรคหนึ่งให้แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิในวิชาชีพเวชกรรมสาขาต่าง
ๆ
และให้อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี
ให้นำมาตรา
10 วรรคสอง
มาตรา 11 มาตรา
12 และ
มาตรา 13 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา
15 คณะกรรมการการแพทย์มีอำนาจหน้าที่
ดังต่อไปนี้
(1)
เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเกี่ยวกับการดำเนินงานในการให้บริการทางการแพทย์
(2)
กำหนดหลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในการรับบริการทางการแพทย์ของผู้ประกันตนตามมาตรา
59 มาตรา 63
มาตรา 66 มาตรา
68 มาตรา 70 และมาตรา
72
(3)
เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเกี่ยวกับการออกกฎกระทรวง
ตามมาตรา 64
(4)
ให้คำปรึกษาและแนะนำในทางการแพทย์แก่คณะกรรมการ
คณะกรรมการอุทธรณ์
และสำนักงาน
(5)
ปฏิบัติการอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่
ของคณะกรรมการการแพทย์
หรือตามที่รัฐมนตรีหรือคณะกรรมการมอบหมาย
มาตรา
16 คณะกรรมการหรือคณะกรรมการการแพทย์จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่คณะกรรมการ
หรือคณะกรรมการการแพทย์มอบหมายก็ได้
การประชุมของคณะอนุกรรมการ
ให้นำมาตรา 13
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา
17 คณะกรรมการ
คณะกรรมการการแพทย์
และคณะอนุกรรมการมีอำนาจสั่งให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งส่งเอกสารหรือข้อมูลที่จำเป็นมาพิจารณาได้
ในการนี้จะสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงด้วยก็ได้
มาตรา
18 กรรมการ
ที่ปรึกษา
กรรมการการแพทย์
กรรมการอุทธรณ์และอนุกรรมการ
อาจได้รับเบี้ยประชุม
ค่าพาหนะ
ค่าเบี้ยเลี้ยง
ค่าเช่าที่พัก
และค่าใช้จ่ายอย่างอื่นในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้
ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
|
|
|
คณะบุคคลตระกูลไฮเทค
เซลส์แอนด์เซอร์วิส บริหารโดย
คุณตระกูล
ไอยะรา โทรศัพท์
02-2747681 0 1-9895257 01-4046650
โทรสาร:02-2747680
|